Testimonials FAQ Photo Gallery Contact Us Mail to Friend
Home Director Training Seminars & events News Join IOD IOD Members Projects Publications IOD Shop About IOD
ESG ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล: การเตรียมพร้อมของบริษัทจดทะเบียนไทยต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความเปลี่ยนแปลงรอบด้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งผลกระทบรุนแรงจากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Disruption) รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านการเปิดเผยข้อมูลที่มีความเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับตัวของมาตรฐานระดับโลก เช่น G20/OECD Principles of Corporate Governance 2023 และ IFRS Sustainability Disclosure Standards (IFRS S1/S2) ล้วนสะท้อนให้เห็นในทิศทางเดียวกันว่าการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social Governance – ESG) ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านความยั่งยืนของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น แกนกลางของการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance – CG) ที่คณะกรรมการบริษัทต้องให้ความสำคัญในระดับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบและสร้างความยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง

รายงาน OECD Global Corporate Sustainability Report 2025 (OECD 2025) นำเสนอข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของโลกด้านการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกว่าร้อยละ 91 มีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนแล้ว รวมถึงกว่าร้อยละ 88 เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับ Scope 1–2 และบริษัทขนาดใหญ่ของโลกกว่าร้อยละ 76 สามารถเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานหรือ Scope 3 ได้อย่างน้อยหนึ่งหมวด ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงความก้าวหน้าของมาตรฐานการรายงาน ESG ที่กำลังขยับไปสู่รูปแบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ประกอบกับการที่ประเทศต่าง ๆ ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชน และความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทัน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันทั้งในตลาดการค้าและตลาดทุนระดับสากล

สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย รายงานการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies – CGR) ซึ่งจัดทำโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ทำหน้าที่เสมือน กระจกสะท้อนการบริหารจัดการองค์กร ทั้งด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ ESG โดยตรง การยกระดับคุณภาพ ESG จึงไม่ใช่เรื่องของคะแนนประเมินเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจท่ามกลางความผันผวนระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นทุกปี การเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ดังนั้นการจัดทำข้อมูล ESG ที่เชื่อถือได้จึงควรมาพร้อมกับระบบควบคุมภายในด้านข้อมูล (ESG Internal Control) ที่รัดกุม และการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก หรือ External Assurance เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงิน โดยแนวโน้มนี้สอดคล้องกับรายงาน OECD 2025 ที่พบว่าบริษัททั่วโลกเริ่มจัดทำ External Assurance มากขึ้น (ร้อยละ 42) แม้ยังมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 17) ที่ได้ระดับเทียบเท่าการตรวจสอบการเงิน (Reasonable Assurance) แต่ก็สะท้อนทิศทางสำคัญว่า ข้อมูล ESG จะถูกคาดหวังเช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงินในอนาคตโดยบริษัทในภูมิภาคยุโรปมีอัตราการทำ External Assurance สูงที่สุด ขณะที่บริษัทในภูมิภาคเอเชียยังอยู่ในช่วงเริ่มพัฒนา ตามที่แสดงในรูปที่ 1 และจากรายงานการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย 2567 (CGR 2024) พบว่าในด้านของการเปิดเผยข้อมูลนั้น ยังมีเพียงร้อยละ 41 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่จัดทำและเปิดเผยข้อมูล ESG ตามคู่มือการรายงานความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน (SET Sustainability Reporting Guide) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ มาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น GRI Standards, Integrated Report เป็นต้น

รูปที่ 1: Levels of Assurance of Sustainability-related information in 2024

A graph of blue and gray bars

AI-generated content may be incorrect.

ที่มา: OECD Global Corporate Sustainability Report 2025

นอกเหนือจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตามที่ได้ระบุในรายงาน OECD 2025 อย่างชัดเจนว่าไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ (Financially Material Risk) ที่ส่งผลต่อบริษัทคิดเป็นประมาณร้อยละ 65 ของมูลค่าตลาดโลก (Global Market Capitalisation) แล้ว ความเสี่ยงด้านบุคลากรและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน โดยจากรายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่าความเสี่ยงด้านทุนมนุษย์ (Human Capital Risk) มีผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทสูงถึงร้อยละ 68 ของมูลค่าตลาดโลก สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่ไม่สามารถรักษาบุคลากรคุณภาพ การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง หรือจัดการประเด็นแรงงานอย่างโปร่งใส และอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นในมุมมองของผู้ลงทุน โดยในบริบทดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลด้านบุคลากร เช่น อัตราการลาออก การพัฒนาทักษะและการฝึกอบรม กลไกการรับฟังข้อร้องเรียน หรือมาตรการด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน จึงกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญในมุมของธรรมาภิบาลและผู้ลงทุนทั่วโลก

ในมิติของบทบาทคณะกรรมการบริษัท มาตรฐาน G20/OECD 2023 ระบุอย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการบริษัทต้องกำกับดูแลความเสี่ยง ESG อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญของยุคปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศ (Climate Transition) สิทธิมนุษยชน (Human Rights) และการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อีกทั้งข้อมูลจากรายงาน OECD 2025 ยังพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ทั่วโลกจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยด้านความยั่งยืนหรือกำหนดบทบาทการกำกับดูแล ESG ไว้อย่างชัดเจน โดยแนวทางนี้ทวีความสำคัญในบริษัทจดทะเบียนไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากการสะท้อนถึงบทบาทของคณะกรรมการในการมอง ESG เป็นความเสี่ยงและโอกาสเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงการเปิดเผยข้อมูล หากแต่สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย จากรายงาน CGR 2024 ยังมีถึงร้อยละ 54 ที่ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด การขับเคลื่อน ESG ในบริษัทจดทะเบียนไทยควรบูรณาการเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ ดังนี้

1.         ระดับคณะกรรมการบริษัท: ควรกำกับดูแล ESG และกำหนดพันธกิจด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน

2.   ระดับกลยุทธ์: ควรพัฒนาแผนการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศ (Climate Transition Plan) และการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

3.         ระดับข้อมูล: ควรเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล และมีระบบความถูกต้อง ตรวจสอบได้

4.         ระดับผู้มีส่วนได้เสีย: ควรดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน และห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใส

กล่าวโดยสรุป คือ ESG ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงานประจำปี แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของธรรมาภิบาล และความพร้อมของบริษัทต่อความท้าทายของโลก บริษัทที่ให้ความสำคัญต่อ ESG ในเชิงลึก จะสามารถรักษาความเชื่อมั่นในตลาดทุน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยิ่งในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนไม่อาจยึดติดเพียงการจัดทำรายงานให้ดูดีหากระบบภายในยังไม่แข็งแรงพอเพราะนั่นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการสื่อสารเกินจริง (Greenwashing) ขณะเดียวกันการนำมาตรฐานสากลมาใช้ตามกระแสโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์บริบทธุรกิจอย่างรอบด้าน อาจสร้างภาระที่เกินความจำเป็นและไม่ตอบโจทย์ความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ อีกทั้งยังมีความท้าทายสำคัญเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน หรือการกำกับดูแลข้อมูลภายในแบบผิวเผิน ที่ไม่สามารถสะท้อนภาพความซับซ้อนของความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง และท้ายที่สุด ESG ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะการบริหารความยั่งยืนเป็นเรื่องของทั้งองค์กร ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลในระดับกลยุทธ์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

1.         OECD (2025). OECD Global Corporate Sustainability Report 2025.

2.         OECD (2025). OECD Corporate Governance Factbook 2025.

3.         G20/OECD (2023). G20/OECD Principles of Corporate Governance 2023.

4.      Thai Institute of Directors (2025). Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2024 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย.

นางสาวขจีนุช วงษ์ชะอุ่ม

Analyst – Research and Development

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย



Articles Previous Next
 
ข้อกำหนดและเงื่อนไข | นโยบายความเป็นส่วนตัว | ผังเว็บไซต์ | Share to
Copyright © 2010 Thai Institute Of Directors. Site by Redlab
Our
Sponsors
IVL Kbank SCBx BCP CPF GPSC PTTEP PTTGC PTTOR SCG Singha TOP TISCO IRPC BKI
Our
Partners
CAC SET SEC OECD CG Thailand