บทบาทของบอร์ดเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวสู่มาตรฐานธรรมาภิบาลใหม่

โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงและแรงกดดันใหม่ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก หรือความเชื่อมั่นต่อองค์กร การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้แนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล อย่าง G20/OECD Principles of Corporate Governance 2023 (G20/OECD Principles, 2023) และ ISSB Standards (IFRS S1/S2) สะท้อนจุดร่วมสำคัญว่าบอร์ดในยุคใหม่ต้องตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่เพียงพอ โปร่งใส และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง
บริบทนี้มีผลต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากการเตรียมเข้าสู่ OECD และการบังคับใช้ ISSB Standards กับบริษัท SET50 ตั้งแต่ปีบัญชี 2570 (เปิดเผยปี 2571) ตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นข้อกำหนดด้าน การเปิดเผยข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นมาตรฐานที่ “สะท้อนบทบาทและความคาดหวังใหม่ของบอร์ด” จึงเป็นโอกาสสำคัญในการกลับมามองว่า บอร์ดไทยพร้อมแค่ไหนต่อแนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานใหม่เหล่านี้ และมีเงื่อนไขใดบ้างที่จะช่วยสนับสนุนให้กรรมการปรับตัวได้อย่างมั่นคง
แนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานระดับโลกกำลังตั้งความคาดหวังใหม่ต่อบทบาทของบอร์ด
เมื่อพิจารณากรอบ G20/OECD Principles, 2023 และ ISSB Standards ร่วมกัน แม้จะมีที่มาต่างกัน แต่สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า บอร์ดต้องเป็นทั้งผู้กำกับดูแลเชิงรุก ผู้วางกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์กับความเสี่ยงใหม่ และผู้สร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่องค์กร รวมถึงต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน (non-financial) และเชื่อมโยงประเด็นความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร โดยกรอบทั้ง G20/OECD Principles, 2023 และ ISSB Standards ต่างให้ความสำคัญกับความชัดเจนด้านโครงสร้างการกำกับดูแล การกำหนดบทบาทของบอร์ดต่อประเด็นความยั่งยืน รวมถึงการเชื่อมโยงเป้าหมายและตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับค่าตอบแทนผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่รายงานระบุไว้อย่างชัดเจน
แนวปฏิบัติที่ดีตามกรอบ G20/OECD Principles, 2023 เน้นความรอบคอบ โปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย การตีความจากหลักการเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า ความสามารถของบอร์ดจะเป็นตัวกำหนดทั้งประสิทธิภาพขององค์กรและความเชื่อมั่นของตลาดลงทุนในภาพรวม
ขณะที่ ISSB Standards ผลักดันให้บอร์ดเป็นมากกว่าผู้อนุมัติรายงานไปสู่การเป็นผู้นำที่ดูแลทั้ง 4 เสาหลัก (pillars) ได้แก่ การกำกับดูแล กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และตัวชี้วัดและเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงการต้องเข้าใจข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินอย่างลึกซึ้ง และบูรณาการประเด็นความยั่งยืนเข้ากับการตัดสินใจขององค์กรในทุกระดับ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการทำงานของบอร์ดโดยตรง
จะเห็นว่าการตัดสินใจของบอร์ดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารงานภายในบริษัท แต่ส่งผลถึงภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร และประเทศด้วย ในบริบทนี้ความพร้อมของบอร์ดไทยจึงต้องถูกสะท้อนจากทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติของกรรมการต่อความเสี่ยงใหม่ ๆ ด้วย
บทเรียนจากการสำรวจข้อมูล: บอร์ดไทยมีพื้นฐานดี แต่มีข้อจำกัดในทักษะใหม่และกระบวนการทำงาน
ผลสำรวจกรรมการ 453 คน ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่าการสรุปว่าบอร์ดไทย “พร้อม”หรือ “ไม่พร้อม” เพราะข้อมูลสะท้อนว่าพื้นฐานความรู้ของกรรมการไทยมีหลากหลาย โดยเฉพาะความรู้ด้านอุตสาหกรรม การบริหารธุรกิจ และการเงิน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ Skills (S) และ Knowledge (K) ตามกรอบ VASK (Value – Attitude – Skill – Knowledge) ที่ทางคณะผู้วิจัยใช้ในการวิเคราะห์ผลสำรวจ และยังสะท้อนว่าบอร์ดไทยมีความโดดเด่นด้านทักษะและความรู้ (Skills and Knowledge)
ทั้งนี้ ความรู้ดังกล่าวอาจไม่เพียงพอต่อโจทย์ใหม่ ๆ ที่มาตรฐานหรือกรอบระดับสากลคาดหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่กรรมการต้องเข้าใจข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงระบบ และตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่กว้างขึ้นและมีพลวัตมากขึ้น ถือเป็นกุญแจสำคัญของ G20/OECD Principles, 2023 และ ISSB Standards นอกจากนี้ ทั้งสองชุดมาตรฐานต่างเน้นบทบาท oversight เชิงกลยุทธ์ของบอร์ดมากกว่า การกำกับดูแลแบบ “เชิงรับ” เช่นที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านนี้ปรากฏในข้อมูลผลสำรวจ เช่น การสื่อสารภายในที่ “กรรมการอิสระ” แสดงให้เห็นถึงความเป็นกลาง การกล้าทักท้วง และการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารให้ข้อมูลโดยไม่กลัวผลเสีย มากกว่า “กรรมการบริหาร” ซึ่งสะท้อนว่า “โครงสร้างความสัมพันธ์ภายในบอร์ด” ส่งผลต่อคุณภาพการตัดสินใจโดยตรง
ขณะเดียวกันผลสำรวจข้อมูลด้านการประเมินกรรมการ ยังช่วยเติมภาพว่ากระบวนการประเมินของบอร์ดไทยยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยแม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่าบอร์ดมีการประเมินรายบุคคล แต่ส่วนใหญ่ยังอาศัยการประเมินตนเอง และมีเพียง 4% ที่ใช้ peer review และ 2% ที่ใช้การประเมินแบบ 360 องศา

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า บอร์ดอาจยังขาดมุมมองอิสระที่จะใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะการประเมินในลักษณะนี้มักเน้น compliance มากกว่าการเป็นเครื่องมือสะท้อนเพื่อการเรียนรู้และการพัฒนา
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า บอร์ดไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากบทบาทในอดีตที่เน้นความรู้และประสบการณ์ ไปสู่บทบาทในอนาคตที่ต้องอาศัยทักษะเชิงวิเคราะห์ ทักษะการตั้งคำถาม และการสื่อสารอย่างเปิดเผยมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ G20/OECD Principles, 2023 และ ISSB Standards ให้ความสำคัญ
เข้าใจความพร้อมผ่านกรอบ VASK: คุณค่า ทัศนคติ ทักษะ ความรู้
การใช้กรอบ VASK - Values, Attitudes, Skills, Knowledge เป็นเลนส์ในการวิเคราะห์ผลสำรวจ ซึ่งกรอบนี้ทำให้เราเห็นว่าความพร้อมของบอร์ดไม่ได้ขึ้นกับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้ง “คุณค่า ทัศนคติ ทักษะ และความรู้” ประกอบกัน และทำให้ผลสำรวจข้อมูลสะท้อนระดับความพร้อมในแต่ละมิติอย่างละเอียดขึ้น สิ่งนี้สะท้อนว่าคุณค่าระดับบอร์ด (collective values) ยังต้องการ การพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้บอร์ดใช้เสียงและข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น
ในมิติของ Values แม้ว่ากรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย แต่ทัศนคติเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเปิดกว้างยังมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มกรรมการ โดยเฉพาะกรรมการอิสระที่สะท้อนความเปิดกว้างมากกว่ากรรมการบริหาร เช่น ระดับความเห็นด้วยต่อการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ แม้เป็นประเด็นที่อาจกระทบภาพลักษณ์องค์กร
ในมิติของ Attitudes โดยเฉพาะการมองความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีกรรมการ
เพียง 4% มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน (ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นอันดับ 1) ขณะที่กรรมการอิสระมีแนวโน้มติดตามและหารือประเด็นดังกล่าวมากกว่ากรรมการบริหาร ซึ่งชี้ว่าบอร์ดไทยยังตอบสนองต่อความเสี่ยงที่จับต้องได้มากกว่าความเสี่ยงที่เป็น system-level risk ซึ่งเป็นจุดที่ G20/OECD Principles, 2023 และ ISSB Standards ให้ความสำคัญ ว่าบอร์ดต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่แบบเชิงรุก เนื่องจากสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป
มิติของ Skills และ Knowledge เป็นส่วนที่ข้อมูลสำรวจชี้ชัดว่าบอร์ดไทยพร้อมในบางส่วนและต้องเสริมบางส่วน โดยเฉพาะความรู้และทักษะดั้งเดิม เช่น การวิเคราะห์งบ การบริหารองค์กร และความเข้าใจในอุตสาหกรรมถือว่าแข็งแรง แต่ความรู้และทักษะใหม่ เช่น ESG integration, climate-related risks, digital governance, data literacy และ scenario planning อาจยังเป็นสิ่งที่กรรมการไทยต้องเร่งพัฒนาในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ISSB Standards และผลกระทบต่อการกำกับดูแลยังมีความแตกต่างระหว่างกรรมการ
แต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความรู้ด้านสากลยังไม่เป็นฐานร่วมของบอร์ดทั้งหมด

อนึ่ง เมื่อมองภาพรวมผ่าน VASK จึงไม่ใช่การสะท้อนว่าบอร์ดไทยไม่พร้อม แต่สะท้อนว่าบอร์ดไทยกำลังอยู่ในช่วง “การเปลี่ยนผ่านจากบทบาทดั้งเดิม ไปสู่บทบาทที่ต้องใช้ชุดความรู้และทักษะใหม่” ตามมาตรฐานสากลและ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่เพิ่มมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องของกรรมการรายบุคคลเท่านั้น
การยกระดับต้องเกิดทั้งในระดับบุคคลและระดับบอร์ด และข้อเสนอจากผลสำรวจ
เมื่อพิจารณาภาพรวมจากข้อมูลสำรวจร่วมกับข้อมูลจากเวที Chairman Forum 2025 โดย Thai IOD เห็นชัดว่าการพัฒนาบอร์ดไทยให้สอดคล้องกับกรอบสากลต้องพิจารณาการสร้างระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้กรรมการสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นแรกในการพัฒนาคือ ความท้าทายในการปรับตัวเพื่อเสริมความรู้และทักษะใหม่ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความยั่งยืน ความเสี่ยงด้านข้อมูล เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ หรือการมองแนวโน้มในอนาคต การมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทจริงขององค์กร เช่น การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบอร์ดต่างองค์กร หรือการจัดเวทีจำลองสถานการณ์ที่ให้กรรมการได้เผชิญกับโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียหรือ
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยให้กรรมการเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อนผ่านบริบทที่จับต้องได้มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้กรรมการเข้าใจความเสี่ยงและผลกระทบในบริบทที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การมีระบบประเมินบอร์ดที่ช่วยในการพัฒนากรรมการ ซึ่งขณะนี้การประเมินส่วนใหญ่ยังเป็นแบบการประเมินตนเอง แม้การประเมินรูปแบบนี้จะสะท้อนมุมมองของกรรมการได้ดีระดับหนึ่ง แต่อาจยัง
ไม่สะท้อนมุมมองการประเมินที่เป็นอิสระและมาจากมุมมองที่หลากหลาย การมีผู้ประเมินภายนอก หรือการรับฟังความเห็นจากกรรมการด้วยกันเองมากขึ้น อาจช่วยให้บอร์ดเห็นจุดอ่อน/จุดแข็งในมุมที่ต่างออกไป และนำไปสู่
การพัฒนาที่ตรงจุดมากขึ้น
สุดท้าย ความสมดุลระหว่างสัดส่วนกรรมการบริหารและกรรมการอิสระเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำกับดูแลที่รอบด้าน ซึ่งจากข้อมูลผลสำรวจสะท้อนว่ากรรมการอิสระมีแนวโน้มเปิดกว้างและกล้าตั้งคำถามมากกว่า ในขณะที่กรรมการบริหารมีความเข้าใจในบริบทภายในองค์กร ซึ่งทั้งสองบทบาทต่างมีคุณค่าที่ต่างกัน การจัดวางสัดส่วนและความสัมพันธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้บอร์ดทำงานได้รอบคอบขึ้น
โดยสรุปแล้ว การยกระดับบอร์ดไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและมาตรฐานสากล ต้องมีการดำเนินการโดยมีระบบสนับสนุน เครื่องมือ และพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสม หากปัจจัยเหล่านี้ถูกจัดวางได้ดี จะส่งผลให้บอร์ดไทยพร้อมรับความคาดหวังต่อบทบาทที่กำลังเปลี่ยนไปในภูมิทัศน์ของธรรมาภิบาลโลก
|