Testimonials FAQ Photo Gallery Contact Us Mail to Friend
Home Director Training Seminars & events News Join IOD IOD Members Projects Publications IOD Shop About IOD
Serving on and chairing the nominating/governance committee

 

คณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการ เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่าง การจัดวางองค์ประกอบของบอร์ด การวางโครงสร้างการกำกับดูแล และความรับผิดชอบต่อองค์กร

เนื่องด้วยปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ความตื่นตัวของนักลงทุนสถาบัน และการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในเรื่องการดูแลความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น AI กำลังเปลี่ยนโฉมการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้

จากผลสำรวจของ PwC พบว่า ผู้บริหารในระดับ C-suite ถึง 91% ที่ต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดนี้ เห็นว่ายังมีช่องทางที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้อีก

ท่ามกลางความไม่แน่นอน คณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการจึงต้องปรับบทบาทไปสู่เชิงรุกและเป็นเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เพื่อสร้างบอร์ดที่สามารถบริหารจัดการภายใต้สภาวะวิกฤต และเชื่อมโยงกระบวนการธรรมาภิบาลเข้ากับกลยุทธ์ ความเสี่ยง และค่านิยมของบริษัท


 

1. ใครคือผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการ และทำงานอย่างไร?

การสร้างบอร์ดที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นที่ "องค์ประกอบของคน" ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้การตัดสินใจรอบคอบที่สุด คณะกรรมการควรประกอบด้วยสมาชิกที่มีประสบการณ์และมุมมองที่หลากหลาย

 

การทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดอื่น:

  • คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee): การวางแผนสืบทอดตำแหน่งสำหรับกรรมการตรวจสอบ รวมถึงการระบุผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและทำให้มั่นใจได้ว่ากรรมการตรวจสอบมีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินในระดับที่เพียงพอ และดูแลความถูกต้องโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลเรื่องธรรมาภิบาลและความเสี่ยงในรายงานประจำปี

  • คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน (Compensation Committee): การวางแผนสืบทอดตำแหน่งสำหรับกรรมการพิจารณาค่าตอบแทบ การหาค่าตอบแทนกรรมการ รวมถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO และการสื่อสารกับนักลงทุนเรื่องค่าตอบแทนผู้บริหาร

 

กลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ: ประธานคณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการมีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานให้บรรลุผล โดยต้องมีการจัดวาระการประชุมที่ชัดเจนและประสานงานกับฝ่ายจัดการอย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบสำคัญในการประชุม ได้แก่:

  • การวางแผนวาระประจำปี: ต้องครอบคลุมหัวข้อที่ต้องทำซ้ำตามรอบปี จัดสรรเวลาให้เหมาะสม และยืดหยุ่นพอสำหรับประเด็นใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • การปฏิบัติตามกฎบัตรของคณะกรรมการ (Charter Compliance):
    กำหนดวาระการประชุมประจำปีให้สอดคล้องกับกฎบัตร (charter) ของคณะกรรมการ และตรวจสอบให้มั่นใจว่าหัวข้อที่วางแผนไว้ครอบคลุมและเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในกฎบัตรดังกล่าว
  • การปรับให้เข้ากับกลยุทธ์: วาระการประชุมควรสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจของบริษัท โดยประสานงานร่วมกับ CEO และผู้บริหารระดับสูง
  • เอกสารก่อนการประชุม: กรรมการต้องการข้อมูลที่มีการวิเคราะห์เชิงลึกจากฝ่ายบริหาร ระบุความเสี่ยง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประชุมครั้งก่อน โดยควรได้รับเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
  • การติดตามความคืบหน้าของประเด็นที่ดำเนินอยู่
    รายงานความคืบหน้าโดยสรุปของประเด็นที่เคยหารือไว้ก่อนหน้า เพื่อใช้ติดตามพัฒนาการและรักษาความต่อเนื่องในการกำกับดูแลประเด็นสำคัญ

 

2. วาระสำคัญที่คณะกรรมการต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง

  • ประสิทธิภาพของบอร์ด: คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ประเมินและยกระดับการทำงานของบอร์ด เครื่องมือสำคัญคือ "กระบวนการประเมินผล" ที่ออกแบบมาอย่างดี ซึ่งอาจรวมถึงการประเมินกรรมการเป็นรายบุคคลและการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง (Benchmarking)
  • โครงสร้างคณะกรรมการ: ต้องคอยประเมินว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์และความจำเป็นในการกำกับดูแลของบริษัทหรือไม่
  • องค์ประกอบของบอร์ดและ Skills Matrix: การเฟ้นหาทักษะที่จำเป็นถือเป็นความสำคัญอันดับแรก ปัจจุบันเริ่มมีการนำเอาทักษะด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์, AI, และความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน มาใส่ไว้ใน Skills Matrix เพื่อหาช่องว่างที่ยังขาดและใช้ในการสรรหากรรมการใหม่ให้ตรงจุด
  • การวางแผนสืบทอดตำแหน่งบอร์ด: เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง "ประสบการณ์เดิม" กับ "มุมมองใหม่"
  • การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO: เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปี (Multi-year process) คณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการต้องทำให้มีการประเมินผู้สมัครภายในและเตรียมแผนรองรับกรณีฉุกเฉินไว้เสมอ
  • การสรรหากรรมการเชิงรุก: แทนที่จะพึ่งพาอดีต CEO หรือเครือข่ายเดิมเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีการมองหาผู้บริหารที่มีประสบการณ์หน้างาน (Operators) เช่น CFO, CIO, CTO หรือ Chief Risk Officer ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและกฎระเบียบที่ซับซ้อน
  • การปฐมนิเทศและการศึกษาต่อเนื่อง: กรรมการใหม่ต้องมีการปฐมนิเทศที่ช่วยให้เริ่มงานได้ทันที ส่วนกรรมการปัจจุบันก็ต้องได้รับการอัพเดทความรู้ต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกฎระเบียบที่รวดเร็ว

 

3. หน้าที่หลักด้านธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล

คณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการยังคงต้องดูแลเอกสารสำคัญและเกณฑ์การดำเนินงานต่างๆ ของบริษัท:

  • ข้อบังคับบริษัทและข้อบังคับภายใน: ทบทวนข้อบังคับและแนวทางการกำกับดูแลกิจการให้ทันสมัย สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาด
  • จรรยาบรรณของกรรมการ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากรรมการทุกคนปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมที่วางไว้
  • โครงสร้างผู้นำ: พิจารณาว่าตำแหน่ง CEO และประธานบอร์ดควรแยกกันหรือรวมกัน และอธิบายเหตุผลให้ผู้ถือหุ้นทราบอย่างชัดเจน
  • ความเป็นอิสระของกรรมการ: นี่คือการใช้วิจารณญาณที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง โดยต้องพิจารณาตามความเป็นจริงและมุมมองของนักลงทุน ไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์ตามตัวอักษรของกฎหมาย
  • การคุ้มครองกรรมการและผู้บริหารเจ้าหน้าที่: ดูแลเรื่องประกันภัย (D&O insurance) และข้อกำหนดที่จะช่วยปกป้องกรรมการจากความเสี่ยงทางกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่
  • การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM): ดูแลรูปแบบการประชุม การเปิดเผยข้อมูลในหนังสือชี้ชวน และการพิจารณาข้อเสนอต่างๆ จากผู้ถือหุ้น

 

บทสรุป

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความซับซ้อนของกฎระเบียบ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ คณะกรรมการสรรหาและกำกับดูแลกิจการคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การกำกับดูแลกิจการบรรลุเป้าหมาย โดยการทำงานที่เน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ จะช่วยให้บอร์ดไม่ได้เพียงแค่แก้ปัญหาของวันนี้ แต่ยังพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

 

ที่มา : PwC (PricewaterhouseCoopers)

https://www.pwc.com/us/en/services/governance-insights-center/library/nominating-governance-committee.html

 



Articles Previous Next
 
ข้อกำหนดและเงื่อนไข | นโยบายความเป็นส่วนตัว | ผังเว็บไซต์ | Share to
Copyright © 2010 Thai Institute Of Directors. Site by Redlab
Our
Sponsors
IVL Kbank SCBx BCP CPF GPSC PTTEP PTTGC PTTOR SCG Singha TOP TISCO IRPC BKI
Our
Partners
CAC SET SEC OECD CG Thailand