Beyond the Thin Line: The Roles of Independent Directors and Management in the Age of AI

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways) จากการอภิปรายหัวข้อ "Beyond the Thin Line: The Roles of Independent Directors and Management in the Age of AI" Thai IOD ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากประสบการณ์จริง
🔹คุณคมกฤช เกียรติดุริยกุล - กรรมการอิสระ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
🔹ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ - กรรมการอิสระ และประธานคณะกรรมการกำกับความเสี่ยง บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) กรรมการอิสระ บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน)
🔹คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร - Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) CEO, บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด
🔹ดร. พัชรินทร์ บุญยะรังสรรค์ – ผู้ช่วยประธานฝ่ายนวัตกรรมองค์กรยั่งยืน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ดำเนินรายการโดย คุณปฤณ จำเริญพานิช - Founder & CEO บริษัท เออีไอโอยู โซลูชัน จำกัด
1. ทำไมต้อง AI?
AI ไม่ใช่แค่ "Must-have" แต่ต้อง "Must start now" ดร. ธนชาติ เปิดประเด็นถึงความเร่งด่วนของการใช้ AI ในองค์กรได้อย่างน่าสนใจ พร้อมเสริมว่าบอร์ดต้องมอง AI เป็นกลยุทธ์ (Strategy) ที่นำมาใช้เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์เทคโนโลยี ซึ่งหากไม่เริ่มตอนนี้จะตามคู่แข่งไม่ทันเพราะเทคโนโลยีไปไวมาก
คุณคมกฤช ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพแต่เป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขัน สำหรับผู้นำตลาด AI คือ "ภัยคุกคามจากคู่แข่งที่มองไม่เห็น" สำหรับบริษัทขนาดเล็ก นี่คือ "โอกาสทองในการล้มยักษ์" เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กสามารถใช้ AI มาปิดช่องว่างทางทรัพยากรและทักษะเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่องค์กรใหญ่มีกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน (เช่น ต้องผ่าน Risk/ IT/ Sustainability Committee) ซึ่งอาจทำให้ช้ากว่าคู่แข่งตัวเล็กที่คล่องตัวสูง บอร์ดควรผลักดันให้องค์กรดึง "ทรัพย์สินทางปัญญา" หรือ "สูตรลับ" (Secret Source) ของตัวเองออกมาเป็น Asset ให้ได้ โดยนำข้อมูลเฉพาะทางเหล่านี้ไปสอนคนให้ทำงานร่วมกับ AI เพื่อให้ AI ของเราทำงานได้โดดเด่นและแตกต่าง
ในมุมมองของคุณกวีวุฒิ "AI คือเรื่องของ Business" โดยฝ่ายบริหารมีหน้าที่เปลี่ยนโจทย์จากบอร์ดมาเป็นผลลัพธ์ผ่านเป้าหมาย 4 ด้าน; 1. เพิ่มรายได้ 2. ลดต้นทุน (Autonomous Operation) 3. สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า (Delight Customer) และ 4. ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Reduce Human Error) นอกจากนี้แนวคิดการกำกับดูแลก็ต้องเปลี่ยนไป โดยให้ AI ตรวจสอบ AI ด้วยกันเอง เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลก้าวทันความเร็วของฝ่ายปฏิบัติการ
สำหรับธุรกิจสาย Healthcare ดร. พัชรินทร์ ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการนำ AI เข้ามาแก้ Pain Point เรื่องความขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย (เช่น การอ่านฟิล์มเอกซเรย์) ซึ่งช่วยลดภาระงานและเพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิตคนไข้ได้ทันท่วงที
2. เคล็ดลับการสื่อสารระหว่างฝ่ายบริหารและบอร์ด
คุณกวีวุฒิ มองว่าฝ่ายบริหารควรโชว์ "Reward" ควบคู่ไปกับ "Risk" เพื่อให้บอร์ดเห็นความคุ้มค่าและสร้างความโปร่งใส (Transparency) โดยยอมรับตรงๆ ว่าเรื่องไหนรู้หรือไม่รู้ หากผิดพลาดต้องพร้อมปรับเปลี่ยน (Flexibility) นอกจากนี้ บอร์ดควรทดลองใช้ AI ด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดทักษะและจินตนาการ
ในมุมมองฝ่ายบริหาร ดร. พัชรินทร์ มองว่าบอร์ดต้องการเห็น "มาตรการความปลอดภัย" ฝ่ายบริหารควรนำเสนอโครงสร้าง AI Governance ที่ชัดเจน (Accountability, Transparency, Risk Management) และใช้ระบบ Sandbox เพื่อทดลองในสเกลเล็กก่อนขยายผล
ดร. ธนชาติ ให้มุมมองว่าบอร์ดทุกคนต้อง "สัมผัส" และลองเล่น AI ก่อนเพื่อให้เข้าใจบริบท ควรระวัง Tech Expert ที่เก่งแต่เทคโนโลยีแต่ไม่เข้าใจ Business ทางเลือกที่ยั่งยืนคือบอร์ดที่เข้าใจเทคโนโลยีระดับหนึ่งและเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง
สำหรับ คุณคมกฤช หากจะหา Expert ต้องเลือกคนที่สามารถสื่อสารภาษาเทคนิคให้เป็นภาษาธุรกิจได้ภายในเวลาอันสั้น หรือพิจารณาตั้ง "Technology Committee" เป็นอนุกรรมการเพื่อช่วยกลั่นกรองงานก่อนเข้าบอร์ดใหญ่
3. ตัวชี้วัด (Metrics) และคำถามสำคัญที่บอร์ดและฝ่ายบริหารควรใช้ติดตามผล
คุณคมกฤช ให้ความเห็นว่า AI ไม่มีมาตรฐานการวัดผลที่ตายตัวเนื่องจากเปลี่ยนแปลงเร็ว บอร์ดควรมอง "AI Roadmap" เป็นธงหลัก เพื่อดูว่างานไหนควรไปต่อหรือควรหยุด และต้องทบทวน Job Description ของพนักงานใหม่เพราะ AI เข้ามาแทนที่บางงานได้ทั้งหมด
สำหรับ คุณกวีวุฒิ เน้นการวัดผลที่ "ผลลัพธ์" หาก Revenue/Cost ยังไม่ชัด ให้ดู Leading Indicators เช่น Turn-around time ที่เร็วขึ้น หรือความพึงพอใจลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
ดร. พัชรินทร์ มองว่าควรวัดที่ความน่าเชื่อถือ (Accuracy) และ "การถูกนำไปใช้งานจริง" (Utilization) ในองค์กร เพื่อเปลี่ยน Unstructured Data ให้กลายเป็นประสิทธิภาพสูงสุด
ดร. ธนชาติ มุ่งไปที่ประเด็นในเชิงความเสี่ยง บอร์ดต้องถามเสมอว่า "มี Human-in-the-loop หรือไม่?" และ "ใครจะเป็นคนรับผิดชอบสุดท้าย?" เพราะ AI ไม่มีความสมบูรณ์แบบ 100%
4. การรับมือเรื่องทักษะพนักงาน (Reskill) และวัฒนธรรมองค์กรในอนาคต
คุณกวีวุฒิ ให้ความเห็นว่า AI จะกลายเป็นทักษะมาตรฐานเหมือนการใช้อินเทอร์เน็ต ในอนาคตเราต้องบริหาร "AI Agent" เสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง มีการรับเข้า (Recruit) ติดตามผล (Monitor) และปลดเกษียณ (Retire)
ดร. พัชรินทร์ ให้มุมมองในภาคบริการ AI จะไม่มาแทนที่คน แต่จะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนทำงานเก่งขึ้น แม่นยำขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น ต้องรีบทบทวนตัวเองเพื่อ Up-skill และ Re-skill โดยไม่ต้องรอให้องค์กรจัดหาให้ เพื่อที่จะสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
ในความเห็นของ ดร. ธนชาติ มองว่าต้องมีการ Job Redesign อย่างจริงจัง และสร้างวัฒนธรรม "AI DNA" หรือ "AI First Policy" ระวังปัญหา "Lost Generation" สำหรับเด็กจบใหม่ที่เข้าสู่ตลาดงานยากขึ้น และกลุ่มอายุ 45+ ที่ไม่ปรับตัว
คุณคมกฤช ได้ให้คำแนะนำโดยเน้นไปที่การวางทิศทางจากระดับนโยบาย บอร์ดต้องตั้งคำถามว่าอยากให้บริษัทเป็น "Company of the Future" หรือไม่ หากต้องการ องค์กรต้องกำหนดคุณสมบัติ (Qualification) ของพนักงานและฝ่ายบริหารใหม่ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์นั้น บอร์ดและผู้บริหารต้องมีทิศทางที่ชัดเจนเพื่อขจัดความสับสน (Breakdown confusion) ของพนักงาน และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน มีภาพจำเดียวกัน จะช่วยให้เกิดการ Buy-in และขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกันได้ง่ายขึ้น
Thai IOD ขอขอบพระคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ที่ร่วมกันถอดรหัส 'Beyond the Thin Line' ทำให้เราได้เห็นว่าบทบาทของกรรมการอิสระและฝ่ายบริหารในยุค AI ไม่ใช่การขีดเส้นกั้นแดน แต่คือการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งร่วมกัน
🎥 ท่านสามารถรับชมเทปบันทึกภาพเร็วๆ นี้ทาง YouTube: Thai IOD หรือ คลิก https://www.youtube.com/@thaiinstituteofdirectors7502
|